On Art Samsen :
Main menu
Home
Next Exhibition
Exhibition Program
About us
Contact
Check email

Exhibit Collection
Painting
Photography
Art prints
Sculptures
Realistic
Work shop
Mix

Web Link
On art grop
ถนนพระอาทิตย์
In Design
Shop


About Us
“ออน อาร์ต” และ “คบคิด” เกิดขึ้นมาภายใต้ “จุดมุ่งหมาย”ใด ?
การก่อกำเนิดขององค์กรหรือธุรกิจใดล้วนย่อมเกิดจากการมี “จุดมุ่งหมาย” ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้น ๆ ที่ทำให้มี “เหตุ” แห่งการมา “รวมตัวกัน” อยู่เสมอ “ออน อาร์ต” และ “คบคิด” ก็เช่นเดียวกัน เมื่อกลางปี 2549 “ออน อาร์ต” เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพความผันผวนทางสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมหลากหลายอาชีพ อาทิ นักจัดการศิลปะ (Art Organizer) นักดนตรี นักเขียน ศิลปิน นักประชาสัมพันธ์ นักออกแบบ (Graphic Designer) ฯลฯ หลายต่อหลายคนที่มีทำงานประจำของตนเริ่มรู้สึกห่วงใยวิถีชีวิตผู้คนในสังคมปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงอนาคตของสังคมโดยเฉพาะ "เด็กและเยาวชน คนรุ่นใหม่” ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลดังกล่าว บางคนทำงานในลักษณะไม่มีสังกัด ไม่มีการจัดตั้งบริษัทหรือองค์กรรองรับแนวทางในการทำงาน เพราะสมัครใจที่จะทำงานอย่างอิสระ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่นใด แต่ก็ทำให้เพื่อนกลุ่มหนึ่งจำนวน 5-7 คน รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจกัน และมี “อุดมการณ์” (ความเชื่อ ความศรัทธาร่วมกัน) มารวมตัวกัน ณ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ราวกลางปี 2549 บ้านเลขที่ 47/5 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ ที่ตั้งของบ้านสาคริก และมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง ) จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังแรกของชาวออนอาร์ต เนื่องจากในขณะนั้น อาจารย์มาลินี สาคริก เลขาธิการมูลนิธิฯ กำลังดำเนินการปรับปรุงพื้นที่เพื่อสร้างอาคาร (บ้านสาคริก) ใหม่ขึ้น และมีพื้นที่ด้านล่างของตัวอาคารที่จะต้องการเปิดให้เช่า (ในราคาพิเศษให้แก่บุคคลหรือห้างร้าน แต่เน้นธุรกิจด้านการให้ความรู้ทางด้านศิลปะ การเรียนรู้ ฯลฯ เพื่อให้เชื่อมโยงกับการเรียน การสอนดนตรีไทยอันเป็นกิจกรรมหลักของทางมูลนิธิฯ อยู่แล้ว ) พวกเราชาวออน อาร์ตจึงคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่พื้นที่บริเวณนี้จะได้กลายมาเป็นพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมทุกแขนง ถึงแม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ก็ตาม ดังนั้นแนวความคิดการจัดทำ Art space จึงเกิดขึ้นเพราะพวกเรามองเห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ที่แทรกซึมอยู่ทุกลมหายใจของบ้านสาคริก และรวมถึงชุมชนสามเสน

     กลุ่มออน อาร์ต ยังได้นำเสนอแนวความคิดในการปรับปรุงเรือนปั้นหยา เรือนไม้สักเก่าซึ่งเคยเป็นเรือนหอของพระมหาเทพกษัตรสมุหและอาจารย์บรรเลง ศิลปบรรเลง บุตรสาวของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่ได้ตกทอดมายังทายาทตระกูลสาคริก ด้วยการนำเสนอให้เป็นอาคารอนุรักษ์ ซึ่งได้เชิญสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการดูแลอาคารอนุรักษ์ อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการและคณะ มาช่วยให้คำแนะนำในการออกแบบ ปรับยกตัวเรือนให้เป็น “พื้นที่” เพื่อจัดกิจกรรมทางดนตรี เสวนา ฯลฯ ตามวาระและโอกาสด้วยเหตุนี้ “เรือนบรรเลง” จึงเกิดขึ้น (โปรดดูเอกสารเรื่อง “เรือนบรรเลง” ประกอบ) และเปิดใช้ในกิจกรรมแรก “โหมรัก โหมโรง” เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ในโอกาสที่ครบรอบ 4 ปีของการฉายภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ “โหมโรง” ภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวประวัติของ “มหาดุริยกวีลุ่มเจ้าพระยาแห่งอุษาคเนย์” หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่โด่งดัง และก่อให้เกิดปรากฎการณ์ตามมาในหลายด้าน นับแต่นั้นมา “เรือนบรรเลง” ก็ยังไม่เคยหยุดกิจกรรมทางดนตรี การแสดง การเสวนา ด้วยความตั้งใจที่จะต้องการเห็นความมีชีวิตของเรือนบรรเลงเพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่สาธารณะ รวมถึงประสบการณ์ความรู้นอกระบบกับผู้คน ชุมชน สังคม แม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ก็ตาม

การต่อสู้เพื่อให้สามารถมีปัจจัยด้านทุนมาทำกิจกรรม “เรือนบรรเลง” และรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ของมูลนิธิฯ มีความเชื่อมโยงกับแนวความคิดของการเกิดออน อาร์ตอย่างชัดเจน อีกทั้งความเชื่อในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่ต้องการ “การจัดการ” อย่างเป็นระบบเป็นทุนเพื่อให้กิจกรรมนั้นๆ สัมฤทธิ์ผล แม้ไม่อาจเห็นผลในระยะสั้น แต่พวกเราเชื่อมั่นในการหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ และการมุ่งสร้างพื้นที่ของคนตัวเล็กที่มีหัวใจและอุดมการณ์เดียวกัน แม้บางครั้งเราอาจรู้ว่าสิ่งที่เราคิดและกระทำอยู่นั้นอาจไม่สามารถยืนอยู่ได้ในระยะยาว หรืออาจอยู่ได้ หรืออาจหยุดลงด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งในอนาคต ตามหลักสัจธรรมของความไม่แน่นอน แต่เราก็ยังมีความหวัง และความเชื่อด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นว่า การสร้างพื้นที่ให้หายใจให้แก่คนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ที่พวกเรามักเรียกว่า “พื้นที่ของคนตัวเล็ก” นั้น มีความจำเป็นในสถานการณ์ของสังคมขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง

“ออน อาร์ต” พื้นที่เล็กๆ ริมถนนเศรษฐศิริ บริเวณชั้นล่างของอาคารบ้านสาคริก เปิดทำการครั้งแรกในเดือนกันยายน 2549 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การปฎิวัติอันคุกรุ่น เราเปิดนิทรรศการแรกในช่วงเวลาเดียวกับที่ขบวนรถถังและทหารที่แบกปืนอยู่บริเวณสถานีรถไฟสามเสนด้วยใจระทึก นิทรรศการแรกของออน อาร์ต คือนิทรรศการแสดงเดี่ยวของศิลปินหญิงสุมาลี เอกชนนิยม หนึ่งในผู้ก่อตั้งออน อาร์ต นับเป็นนิทรรศการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในทุกๆด้าน และนับจากนั้นมากิจกรรมทางศิลปะต่างๆ ก็ถูกจัดขึ้นเรื่อยมา ณ พื้นที่ทั้งบริเวณห้องจัดแสดงงาน ออน อาร์ต และพื้นที่ด้านหลัง “ลานเรือนบรรเลง” พวกเราเริ่มสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา ความเคลื่อนไหวของคนดนตรีไทย และคนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งไม่อาจบรรยายถึงความภาคภูมิใจว่าแม้เราจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของคนที่ทำงานด้านเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันถือว่าเป็น “คนชายขอบ” ก็ไม่ทำให้พวกเราหยุดหรือท้อถอยกับอุปสรรคใด ๆ เพราะสิ่งที่พวกเราคิดอยู่เสมอคือพวกเรานั้นมี “ทุนทางปัญญา” ที่จำเป็นต้องแปรเปลี่ยนให้มาเป็น “ทุน” ในการทำงานเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกับวิธีคิดในการสร้างงานอย่างเป็นระบบแบบมืออาชีพ

การจัดตั้งองค์กรทางธุรกิจจึงเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการจัดการ กำไรสูงสุดและการเติบโตมิใช่สิ่งที่พวกเราแสวงหา เพราะเหตุว่าสิ่งเหล่านี้มีคนอื่นทำกันอยู่แล้ว แต่เรามิอาจปฎิเสธ “เงื่อนไข” และความจำเป็นทางธุรกิจซึ่งทำให้เราสามารถดำรงอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ แต่ในทางกลับกันพวกเรายึดถือความสุข ความสำเร็จในการทำงานเป็นสำคัญ ทุกครั้งที่เราทำงาน เราจะร่วมกันคิด ร่วมกันทำตามความถนัด ความสามารถของแต่ละคน ด้วย “ทุนทางปัญญา” ที่เรามีอยู่ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แต่ละคนสั่งสมมาตลอดชีวิต เป็นการทำงานที่เรามีความเชื่อและจุดมุ่งเดียวกัน ด้วยเหตุนี้การจัดกิจกรรมไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ของออน อาร์ต ประการแรกเราต้องคำนึงถึงว่า เราจะให้ (ความรู้ )อะไรกับสังคม? มิใช่ว่าเราจะได้อะไรจากสิ่งที่ทำ ซึ่งแน่นอนว่าเราได้ความสุข ความภาคภูมิใจ และต้องใช้ทุนทรัพย์ควบคู่กันอยู่เสมอ การทำงานด้วยแนวคิดนอกกรอบ เพื่อให้สามารถผ่านอุปสรรคที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือของการทำงานจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ และถือเป็นความท้าทายประการหนึ่งในการทำงานร่วมกันของพวกเรา เพราะเรามีทุนทรัพย์ที่จำกัด ด้วยเหตุว่าแต่ละคนมาจากคนทำงานอิสระจึงมักมีสมองมากกว่าเงินเสมอ ด้วยเหตุนี้การทำงานต่างๆ จึงเกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่า “ลงแขก” ร่วมกันลงมือ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันจ่าย

ออน อาร์ต มีรายได้จากไหน ?
ประการแรกสุด เราอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนทางด้านพื้นที่จากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ด้วยการคิดค่าเช่าพื้นที่ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และด้วยอุดมการณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีหลายท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนาม โดยการให้งานที่ทำให้เรามี “เงิน” เพียงพอที่จะเลี้ยงตัว เลี้ยงคนทำงานให้อยู่รอดได้ แม้ว่าจะไม่มากมายนัก แต่พวกเราก็มีความสุข และพร้อมจะก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ไปพร้อมๆ กัน เพราะเราต่างตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเราร่วมกันทำ นำมาสู่เหตุผลประการสำคัญของจัดตั้งบริษัท ออน อาร์ต อิน ดีไซน์ จำกัด ในเดือนเมษายน 2550 ขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดการจัดการเป็นระบบที่มาตรฐานสากล มากกว่าการทำงานแบบ “กองโจร” ดังที่เคยเป็นมาในเริ่มแรก แต่ถึงอย่างไรพวกเรายังคงเป็นกลุ่ม “ออน อาร์ต” ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การจัดการด้วยธุรกิจในรูปแบบใด เพราะเราเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น นับจากนั้นเป็นต้นมา “ออน อาร์ต” จึงรับงานด้านสิ่งพิมพ์ กราฟฟิกดีไซน์ การจัดกิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรม งานประชาสัมพันธ์ ฯลฯ อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าทุกคนจะทำงานต่างๆ มาก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม เพราะในความเป็นจริง บริษัท ออน อาร์ต อิน ดีไซน์ จำกัดเป็นเพียงนิติบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการติดต่อประสานงานกับบุคคล และองค์กรภายนอกเท่านั้น

ออน อาร์ต ทำอะไรกันบ้าง ?
กิจกรรมการแสดงงานศิลปะที่ทำร่วมกับศิลปินนั้นทำกันเป็นประจำในแต่ละเดือนนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราคิดและวางแผน ติดต่อ ประสานงานเพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้มีพื้นที่ในการจัดแสดงงานด้วยลักษณะที่ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบหรือสร้างเงื่อนไข ข้อจำกัดทางธุรกิจ หรือต้องคำนึงถึงการดำรงอยู่มากนัก ด้วยเหตุนี้ออน อาร์ต จึงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่นิทรรศการศิลปะของศิลปินหญิงหนึ่งในผู้ก่อตั้งออนอาร์ต นิทรรศการ “โหมรัก โหมโรง” ตามมาด้วย “ย้อนรอย โหมรัก โหมโรง” นิทรรศการ “สีสัน กาลันเดอร์” นิทรรศการ “แบบควาย ควาย” นิทรรศการ “มัดหมี่ บนกี่ นอกกรอบ” นิทรรศการแสดงภาพถ่าย “ที่เกิดเหตุ” นิทรรศการ “ขาวดำทำมือ” ของกลุ่มราพโซดี นิทรรศการภาพพิมพ์ญี่ปุ่น ผลงานของ Hokusai “36 views of Mt.Fuji” ฯลฯ

นอกจากนี้กลุ่มออนอาร์ตยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการช่วยรื้อฟื้นกิจกรรมการประกวดบรรเลงดนตรีไทย “ศรทอง” ชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ห่างหายไปจากเวทีนานนับสิบปี (โปรดดูเอกสารประกอบ โครงการประกวดบรรเลงดนตรีไทย ”ศรทอง” ฯ) ให้กลับมาเป็นพื้นที่เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์ทางดนตรีไทยให้แก่เด็กและเยาวชนด้วยการทำหน้าที่เป็น “ผู้บริหารโครงการ” ซึ่งเป็นโครงการที่พวกเราภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก (โครงการระยะ 5 ปี 2550-2554) ไม่เพียงแต่การวัดผลความสำเร็จจากจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันเท่านั้น แต่การเข้ามามีส่วนร่วมและทำงานร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ผู้ให้การสนับสนุนนั้นก็มีความน่าสนใจและเป็นความหวังต่ออนาคตของวงการดนตรีไทยเช่นกัน

“คบคิดเกิดตอนไหน?”
ราวกลางปี 2550 คบคิดจึงเกิดขึ้นซึ่งการเกิดของคบคิดก็เช่นเดียวกับการเกิดของออน อาร์ต เพียงเพื่อให้สามารถบริหารจัดการงานอย่างเป็น “ระบบทางธุรกิจ” ได้ แต่ธุรกิจและจุดมุ่งของ “คบคิด” นั้นมุ่งเน้นไปทางด้านงานการประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นรากฐานของแนวคิดในการทำงานกิจกรรมให้ครบวงจรตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งลูกค้าก็มิใช่คนอื่นไกลล้วนเป็นคนใกล้ตัวที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนนี้มีร้าน ออน อาร์ต ถนนพระอาทิตย์เป็นฐานที่มั่น บริหารจัดการโดยมีหัวเรือใหญ่คือคุณกุลยา กาศสกุลหรือยิ้ม ยิ้ม (เจ้าเก่า )

แล้ว ออน อาร์ต จะเดินไปในทิศทางใด ?
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ทุกวันนี้กลุ่มออน อาร์ต ยังคงมีความสุข กับการเปิด การสร้าง การทำพื้นที่เล็กๆ ให้เกิดความเชื่อมโยงกับชุมชน สังคม การทำงานของพวกเราในวันนี้เป็นเพียงเพื่อให้เราอยู่รอดปลอดภัย ดำรงชีวิตได้ด้วยการทำงานที่เรารัก และอยากทำให้แก่สังคม แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก็ตาม พวกเรามักพูดเสมอว่าที่นี่คือการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก แต่หัวใจใหญ่ อันเปรียบเสมือนการต่อท่อหายใจของพวกเราให้มาอยู่ร่วมกัน

เราคงจะไม่มีออน อาร์ตถ้าไม่มีผู้ริเริ่มแนวความคิดและร่วมกันกระทำสิ่งเหล่านี้ -
(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)

อาจารย์มาลินี สาคริก
อาจารย์อานันท์ นาคคง
อาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก
คมกริช สาคริก
สุมาลี เอกชนนิยม
กีรติกร แสงแก้ว
สมัชชา อภัยสุวรรณ
กุลยา กาศสกุล
ชื่นกมล ศรีสมโภชน์
ศุรัตตา สร้อยประเสริฐ
จันทกานต์ เกตุฉาย
ตรรกวิทย์ ตงศิริ

และผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ อีกหลายชีวิตที่ร่วมทำงานกันทั้งใต้ดินและบนดิน เช่น คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่งโอเพ่น ผู้ที่กำลังจะเปิดพื้นที่ทางศิลปะ “อาณาประชา People Space” ฯลฯ


Copy right 2007 © all right reserve : onartgroup.com by xers